Playpark Board บอร์ดของคอเกม พูดคุยกับทีมงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตาม พูดคุย ข่าวสารเกมออนไลน์ทั่วโลก: รศ.112ไทยถูกปล้น แผลใจไทย-เขมร (รำลึกการรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา) - Playpark Board บอร์ดของคอเกม พูดคุยกับทีมงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตาม พูดคุย ข่าวสารเกมออนไลน์ทั่วโลก

Jump to content

Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic

รศ.112ไทยถูกปล้น แผลใจไทย-เขมร (รำลึกการรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา) Credit: Thailandsusu.com

#1 User is offline   tuboscope 

  • เซียนบอร์ด LV1
  • Group: Members
  • Posts: 486
  • Joined: 09-March 11

Posted 30 December 2011 - 04:52

Posted Image

วันนี้...ประเทศไทยตัดสินใจถอนตัวจากการ

เป็นสมาชิกคณะกรรมการ มรดกโลกเพราะเงื่อนปมแผนบริการจัดการปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ที่ผูกโยงกับพื้นที่ที่อยู่ในอธิปไตยไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร

ให้ย้อน ถึงวันวาน...วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ซึ่งผลที่ตามมา สยามมิเพียงเฉือนดินแดนบางส่วนไปอย่างเจ็บปวด แต่ยังต้องเสียเงินสดๆ จำนวน 3 ล้านฟรังก์ให้ฝรั่งเศสไปภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อรักษาอธิปไตยเอาไว้

เหตุการณ์ ร.ศ.112 นั้น ตรงกับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 ผ่านมาแล้ว 118 ปี เป็นเวลากว่า 100 ปีที่บางบรรทัดประวัติศาสตร์แห่งยุทธนาวีบันทึกไว้ว่า เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสเสมือนหนึ่งสุนัขป่าเจ้าเล่ห์ ต้องการไล่ต้อนกัดกินลูกแกะสยาม

ผู้ไล่ล่าเต็มไปด้วยแสนยานุภาพ ทั้งเขี้ยวเล็บทางทหารอันแหลมคม เกรียงไกร ผู้ถูกล่าตั้งรับอยู่ในบ้านเมืองที่อยู่กันมาอย่างสงบงาม เหมือนลูกแกะที่เพลินอยู่กับยอดหญ้าอันเขียวขจี ท่ามกลางทรัพยากรธรรมชาติอันสมบูรณ์ แต่ก่อนที่คมเขี้ยวหมาป่าจะขยุ้มคออย่างสามหาว ลูกแกะน้อยก็ยังได้ไหวตัวและตั้งรับอย่างเต็มกำลังสามารถ

เย็นวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 ปรากฏเรือฝรั่งเศส 3 ลำ เข้ามาปิดปากอ่าวสยาม บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ภาพเหตุการณ์วันนั้น ไกรฤกษ์ นานา สอบค้นและบันทึกไว้ว่า...เวลา 18.05 น. หมู่เรือรบฝรั่งเศสผ่านเข้ามาในปากน้ำเจ้าพระยา โดยมีเรือ เจ.เบ.เซ. แล่นนำหน้า ตามด้วยเรือรบติดอาวุธมีเรือ แองกองสตอง และเรือโกแมตเรียงเป็นกระบวนเข้ามา

ระหว่างนั้น “ปืนใหญ่อาร์มสตรองบนป้อมพระจุลฯ ยิงด้วยนัดดินเปล่าไม่บรรจุกระสุนสองนัด เป็นสัญญาณเตือนมิให้เข้ามาแต่ไม่ได้ผล นัดที่ 3 และ 4 จึงถูกยิงออกไป ...”



ยุทธนาวี ไทยได้ปกป้องอธิปไตยอย่าง***มหาญ กระสุนปืนใหญ่ หรือปืนเสือหมอบกระหน่ำออกมาอย่างไม่ระย่อ ภายใต้การบัญชาการของพระยาชลยุทธโยธิน ผู้บัญชาการรบฝ่ายไทยชาวเดนมาร์ก และยังมีปืนชนิดเดียวกันประจำการอยู่ที่ป้อมปืนผีเสื้อสมุทร ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก แต่แรงต้านของสยามหาได้หยุดนักล่าอาณานิคมจากแดนไกลไม่

สิ้นเสียงปืน ทหารไทยพลีชีพไป 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ส่วนทหารฝรั่งเศสตาย 3 นาย บาดเจ็บอีก 3 นาย การต่อสู้นี้ แม้สยามจะทำเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และยิงเตือนผู้รุกรานไปก่อนตามกติกาสากล แต่ลูกแกะสยามอย่างไรก็เป็นลูกแกะผู้เสียเปรียบอยู่วันยังค่ำ จึงต้องเป็นฝ่ายชดใช้ค่าปรับสงคราม

ฝรั่งเศสเรียกร้องค่าเสียหาย ด้วยอ้างว่าฝ่ายสยามเป็นผู้เปิดศึกก่อน ไม่ว่าจะเจรจาความกันอย่างไรสยามก็ต้องเสียเปรียบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ต้องเสียเงินให้กับฝรั่งเศสไป 3 ล้านฟรังก์ ภายใน 48 ชั่วโมง

สยาม ไม่มีเงินเพียงพอ ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชุมเสนาบดีเจ้ากระทรวงต่างๆ ทั้งหมด เพื่อหาทางที่พระที่นั่งจักรีฯ เป็นการด่วน เนื่องจากเงินสยามไม่ได้มีมากมายในท้อง พระคลัง ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้นำเงินถุงแดงออกมาให้ฝรั่งเศส

คำ ว่าเงินถุงแดง อาจเรียกตามถุงที่เก็บเงินไว้ เป็นพระราชทรัพย์ที่เก็บไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ชนิดของเงินชาวบ้านสมัยนั้นเรียกว่า เงินเหรียญนก เป็นเงินของประเทศเม็กซิโก เงินของสยามแม้จะมี แต่ไม่ได้รับการยอมรับในตลาดค้าขายต่างประเทศ สยามจึงหันไปใช้เงินเหรียญนกของเม็กซิโกเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย กับชาวต่างประเทศ

แน่นอนว่า ฝรั่งเศสไม่รับเงินพดด้วง หรือเงินไทยแน่ๆ

ความ เป็นมาของเงินถุงแดง มีเรื่องเล่าว่า สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงรับสั่งให้เก็บเงินไว้ในถุงแดง มีเจ้านายคนหนึ่งถามว่า จะเก็บเงินส่วนนี้ไว้ทำอะไร ทรงมีพระราชดำรัสเล่นๆ ว่า “จะเก็บเอาไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง” ไม่คาดฝันว่า ในที่สุดก็ได้นำมาไถ่บ้านไถ่เมืองจริงๆ



เมื่อโปรด เกล้าฯให้เอาออกมานับ ปรากฏว่าได้ถึง 3 หมื่นชั่ง หรือประมาณ 2,400,000 ฟรังก์เท่านั้น ส่วนที่ยังขาดอยู่ จำเป็นต้องหามาเพิ่มเติม ถ้าหามาไม่ได้ทันเวลาที่กำหนด บ้านเมืองสยามยามนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า หมาป่าเจ้าเล่ห์จะตะครุบอะไรสวาปามเข้าไปอีก

เมื่อประชุมกันแล้ว ทางออกก็คือ รวบรวมเอาจากพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการฝ่ายใน กลางสถานการณ์คับขัน บ้านเมืองตกอยู่ในมรสุมอันบ้าคลั่ง ทุกคนต่างช่วยผ่อนคลายได้ดี ในที่สุดเงิน 3 ล้านฟรังก์ก็ได้ครบจำนวน

เงิน นี้ “ต้องใช้รถม้าบรรทุกกันออกมาจากพระบรมราชวังเป็นขบวนยาวเหยียด ผ่านฝูงชนที่มามุงดูกันที่ประตูวังแน่นขนัด ต่างพากันส่งเสียงร้องไห้กันระงม เซ็งแซ่ ล้อรถม้าบดเป็นทางยาวไปบนหินปูนบนถนนในวังเป็นรอยล้อรถที่ขนเงินจำนวนมาก มหาศาลไปครั้งนั้น ซึ่งหนักมากเพราะเป็นเงินแท้ๆ หลายร้อยถุง”

รอย ล้อรถม้าที่บดหินแตกด้วยความหนักของเงิน ไหนเลยจะเท่าความปวดร้าวของใจชาวสยามยามเมื่อ พ.ศ.2436 นั้น แม้เราจะสูญเสียอย่างหนักหน่วง แต่ฝรั่งเศสกลับหาได้เอมอิ่มกับน้ำตาของสยามไม่ ในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ยังตัดพ้อขุนนางสยามด้วยว่า นำเงินใส่กระสอบป่านคุณภาพไม่ดีเอาไปให้ ทำให้ฝรั่งเศสต้องลำบากในการขนย้าย

ดังปรากฏว่าข้อในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1893 ว่า...

“เรือ ลูแตงของเราได้ขนย้ายเงินอันเป็นสินไหม ค่าปรับในการของเราที่ปากน้ำเป็นเหรียญเงินเม็กซิโกจำนวน 801,282 เหรียญ โดยมีน้ำหนักเหรียญละ 27 กรัม รวมทั้งสิ้น 23 ตัน แล้วในที่สุดเงินก็ถูกขนออกมาจากบางกอกโดยเรือเพียงลำเดียว...

“เมื่อ มาถึงนั้น เรือเพียบหนักจนกราบเรือปริ่มน้ำหมด ทุกห้องในเรือใช้บรรทุกกระสอบใส่เงินกองเป็นภูเขาเลากา เสนาบดีคลังของสยามนี้น่าถูกตำหนิที่สุด ได้ใช้กระสอบป่านคุณภาพเลวใส่เหรียญจำนวนมากนี้ทำให้กระสอบขาดชำรุดใน ระหว่างเดินทางมา คนของเรานำขึ้นมาจากเรือไม่ได้ ต้องนำถังตวงนับร้อยใบลงเรือไปขนขึ้นมา”

http://www.youtube.c...h?v=rBKRFYTFNrU

หลังเหตุการณ์ ร.ศ.112 สยามต้องเสียเงินไป 3 ล้านฟรังก์ ด้วยน้ำตาที่ร่ำไห้ด้วยความเจ็บแค้น เนื่องจากฮึดฮัดอะไรออกมา ก็ต้องเสียเปรียบทุก ประตู ไล่เลียงจากการเสียเงินค่าปรับสงครามเป็นต้นมา สยามต้องเสียการดูแลในลาว เขมรส่วนนอก อันหมายถึงบริเวณพนมเปญเรื่อยไปจดเวียดนาม

ต่อมาก็เสียการดูแล เขมรส่วนใน อันหมายถึง พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ตามสนธิสัญญาที่ตามมาคือ สนธิสัญญา ค.ศ.1904 และ ค.ศ.1907

ปราสาท พระวิหารถูกฝรั่งเศสขีดเส้นไป เมื่อทำแผนที่สยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส หลังสนธิสัญญา ค.ศ.1907 แต่เนื่องจากอยู่ในป่ารกเรื้อ ทั้งสยามและเขมรต่างไม่ได้เข้าไปดูแล สืบมาสยามเข้าไปดูแลก่อน และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของไทยไว้

ต่อมาปี พ.ศ.2502 เจ้านโรดมสีหนุได้ฟ้องศาลโลก ให้สยามที่เป็นไทยไปแล้วคืนปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา ในที่สุดศาลโลกตัดสินให้ไทยคืนปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 เป็นที่ชัดเจนว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาไปแล้ว ตามคำตัดสินของศาลโลก นับแต่บัดนั้น

แต่ปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างไทย กับกัมพูชายังดำรงอยู่ เพราะแนวเขตแดนยังมีอยู่หลายจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างกันเรื่อยมา

อาจกล่าวอย่างรวบรัด ได้ว่า เราต่างมีแผลใจที่นักล่าอาณานิคมเปิดไว้ให้ แผลจะขยายออกหรือสมานเป็นเนื้อเดียวกัน ย่อมขึ้นอยู่กับผู้นำทั้งสองประเทศจะนำพาไปทางไหน

ผู้นำเราเข้าใจประวัติศาสตร์และรู้เท่าทันหรือไม่ สงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ควันปืนยังไม่ทันจาง ย่อมเป็นคำตอบได้ดี.


โดย ไทยรัฐฉบับ 27 มิถุนายน 2554 http://www.thairath....day/view/182119
ความรักแผ่นดินย่อมเกิดในใจของผู้ใดก็ได้ที่หมายให้แผ่นดินนั้นกลบหน้าเพลาตาย
Family: Chimwan Faction: ๏๏มาร์ส๏๏ Server: Corona
1

#2 User is online   avantfault 

  • ขาประจำ LV2
  • Group: Members
  • Posts: 85
  • Joined: 20-June 11

Posted 30 December 2011 - 05:03

ก็เล่นเอามาปลุกกระแสจากรักกลายเป็นคลั่ง พอฝั่งเราเล่นระดมคน เขาก็ทำมั่ง
เรื่องมันก็บานปลาย จากเดิมที่พอจะต่างคนต่างใช้ผลประโยชน์ ก็กลายมาเป็นแบบนี้
มันเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว จะแก้ไขก็ควรทำกันไม่ให้กระโตกกระตาก
พอเล่นปลุกระดมกัน มันก็เป็นอย่างที่เห็น ทีนี้ต่างฝ่ายต่างก็ถอยกันลำบาก
0

#3 Guest_CM-Shadow_*

  • Group: Guests

Posted 30 December 2011 - 05:26

ขอขอบคุณที่เอามาให้ได้อ่านกันด้วยนะครับ ได้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าอย่างไรแล้วทางทีมงานรบกวนเพื่อนๆอย่าแสดงความคิดเห็นไปในเชิงการเมืองด้วยนะครับ ทางทีมงานขอขอบคุณครับ
0

#4 User is offline   tour12 

  • เซียนบอร์ด LV3
  • Group: Members
  • Posts: 966
  • Joined: 14-March 11

Posted 30 December 2011 - 05:46

ก้ดีนะได้ทราบถึงประวัติศาตร์ แต่คนเราถ้ามัวแต่จมกับอดีต มันก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งจะมาปลุกกระแสเรียกคืน ถ้าแบบนั้น คนภาคไต้ คนภาคเหนือ แต่เดิมเขาก้ไม่ได้รวมเป็นสยาม ถ้าเขาเรียกร้องสิ่งที่เสียไปคืนมาบ้าง ประเทศไทยเราคงไม่เหลือะไร ด้ามขวานหาย ทางเหนือ แยก อีสานแยก

เราต้องมีสติ และจัดการกับสิ่งที่มีอยู่พัฒนาตัวเองขึ้นสู้กับสิ่งที่เราอยากเอาชนะ หรือทันสมัย หรือเราจะพอแล้วอยุ่แบบเรา ไม่สนใจพัฒนาประเทศก้เลือกเอา ไม่มีสิ่งไหนผิดหรือถูก เพียงเราจะเลือกว่าจะพัฒนาให้ทันนานาประเทศหรือจะอยู่แบบมีความสุขตามอัตภาพ มันก้เหมือนการใช้ชีวิตประจำวันเราเอง เองอยากอยุ่แบบตามอัตภาพ หรืออยากจะมีรถขับ บ้านสวยๆ มีหน้ามีตา เชิดชูวงศ์กระกูล

เลือกเอาครับ ประเทศไทยเราพลาดมาแล้วก้เอาเป็นบทเรียน แต่อย่าเอามันมาเป็นอารมณ์จนไม่คิดจะพัฒนาตัวเอง ณ วันนี้ เวียดนามจะพัฒนาแซงหน้าไทยไปแล้วครับ อดีตเกาหลียังตามไทยเลย ไม่ถึง 30ปี เขาก็แซงเราได้ไปไกลด้วย อนาคตถ้าเรามัวแต่จมกับสิ่งเลวร้ายไม่ยอมลุกขึ้นสู้ ลาวก็แซงหน้าเรา

ขอฝากไว้คิดครับ

:huh: :huh: :huh:
ขอบคุณที่งานที่แก้บัคเควสนักสำรวจให้

แฟนคลัปไร้แก่นสารกับรินจัง http://shielru.extee...doEspada/page/1




Granado Espada

—สามนักล่า>>>Corona



ซอง ฮุน ยู

เราจะยื่นมือช่วยคุณถ้าคุณพลาดล้มลง แต่คุณต้องใช้แรงเท่าที่มีพยุงตัวคุณเองขึ้นด้วย
0

#5 User is offline   แก๊งแมวน้ำ 

  • "No crime nor punishment without law"
  • View gallery
  • Group: Members
  • Posts: 1,311
  • Joined: 01-March 11
  • Location...Skyrim...

Posted 30 December 2011 - 10:35

รักชาติ ให้ถูกทาง

อ่านข่าว ใช้วิจารณญาณเยอะๆ

อย่าทำตัวเป็นวัวเป็นควาย ให้เขาจูงจมูก

Posted Image

กุเคญส่นุกกั๊ซ์ผก๊รเฬ่ฯเกมธั๊งวัห์ล จฯกร๊ธั่งโฎฯธฯุ๊ยิงธิ๊ฆ์เฆ่๊
0

#6 User is offline   rainbowflag 

  • เซียนบอร์ด LV4
  • Group: Members
  • Posts: 1,598
  • Joined: 02-March 11

Posted 30 December 2011 - 11:24

ประวัติศาสตร์ไทยบันทึกว่า ฝรั่งเศสปล้นดินแดนไทยไป
ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสบันทึกว่า ฝรั่งเศสมาช่วยปลดแอกให้ ลาว และ กัมพูชา
คนลาว และ กัมพูชา ส่วนหนึ่งก็ยินดีที่ได้พ้นจากการปกครองของไทย แม้ว่าจะยังต้องไปอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสแทน
ประวัติศาสตร์มักจะมีกการดัดแปลงบิดเบือนเข้าข้างคนบันทึกเป็นธรรมดา ไม่มีใครเขียนประวัติศาสตร์ให้ตัวเองเป็นผู้ร้าย ... อ่านแล้วก็รู้ไว้ ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษบรรพสตรีเคยทะเลาะกัน ลูกหลานเหลน ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันก็ได้

สวัสดีปีใหม่
rainbowflag .>>. draco
Posted Image
0

#7 User is offline   Pong_Kung 

  • ขาประจำ LV2
  • Group: Members
  • Posts: 81
  • Joined: 24-April 11

Posted 30 December 2011 - 12:43

"ต้นไม้ใหญ่จะต้านแรงช้างสานได้ ก็ด้วยรากที่หยั่งลึก" เครดิต โหมโรง

ผมเชื่อว่าการพัฒนาอะไรบางอย่างก็เหมือนกับการเล็งปืน คุณต้องมีจุดหมายในการเล็งและแน่นอนว่าคุณต้องมีมุม/องศาที่แม่น จึงจะไปถึงเป้าหมายได้ เฉกเช่นเดียวกัน การพัฒนาประเทศหากไม่รู้จักที่มาที่ไปของประเทศนั้นๆ ไม่รู้จักประวัติหรือธรรมชาติของประเทศนั้นๆ แม้จะรุดหน้าพัฒนาไปสักเพียงไรก็ไม่ต่างกับไม้หลักปักเลน นี่คือเหตุผลแรก(และเป็นเหตุผลอันสำคัญยิ่ง) ของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์

ในฐานะ นศ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเองยังเคยได้ยินอาจารย์บ่นให้ฟังอยู่เหมือนกันว่า อันที่จริงแล้วพ่อปรีดีชักนำประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเร็วเกินไป เพราะคนไทยยังมีความรู้ ความเข้าใจกับสิ่งนี้น้อยเหลือเกิน อีกทั้งธรรมชาติของประเทศไทยก็ยึดติดอยู่กับระบอบอุปถัมภ์ การนำประชาธิปไตยเข้ามาก็กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยที่เป็นแบบอุปถัมภ์ ซึ่งพบเห็นได้ดาษดื่นมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสมัครงาน(ที่ติดป้ายประกาศเฟ้นหาผู้มีคุณสมบัติครบไว้อย่างสวยหรู แต่ท้ายที่สุดก็รับเด็กเส้น) หรือเรื่องการเลือกตั้ง (ที่มีเงินเป็นปัจจัย)...คงไม่ต้องพูดมากว่าหมายถึงอะไร ฯลฯ

หากจะพูดถึงกระแสรักชาตินั้น ก็คงเป็นผลพวงที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็สร้างผลประโยชน์ในด้านการพัฒนาให้แก่ประเทศนั้นๆอยู่ไม่น้อย ซึ่งในที่นี้ผมใช้คำว่ารัก ไม่ใช่ คลั่ง เพราะประเทศใดก็ตามที่มีคนที่รักในชาติพันธุ์ของตนเยอะมักจะพัฒนาประเทศไปได้เร็ว เพราะคนในชาตินั้นๆจะไม่ยอมให้ชาติอื่นมาครอบงำได้ จนท้ายที่สุดก็ก้าวเดินไปถึงจุดหมายบนอุดมการณ์ของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นมีพื้นฐานของความมีระเบียบวินัยและความเป็นชาตินิยมสูงมาก แม้จะโดนระเบิดไป2แห่งในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ยังสามารถฟื้นตัวกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแถวหน้าของเอเชีย จีนเองก็ยึดมั่นในประวิติศาสตร์หลายพันปีของตน พื้นฐานสังคมจีนมีความขยันอดทนและอดออม จีนจึงกลายเป็นดั่งมังกรพงาด เป็นมหาอำนาจทางเศรฐกิจในโลกปัจจุบันได้ ส่วนประเทศที่เพิ่งเกิดได้ใหม่ 200 กว่าปีอย่างอเมริกา ก็มีพื้นฐานของเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลัก หลังจากปลดแอกจากอังกฤษ ก็ก้าวเดินไปในรูปแบบของชนชาติตัวเอง จนกลายเป็นประเทศที่ทรงพลังดั่งพญาอินทรีย์ อย่างที่เห็นๆกัน....

ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เราคงต้องหันมามองประเทศเราบ้าง ศึกษารากเหง้าของประเทศเราบ้าง จนให้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่เคยเกิดขึ้น ในมุมหนึ่งประวัติศาสตร์ก็อาจเป็นได้ดังสมุดบันทึกความผิดพลาดของคนในอดีตที่อยากจะฝากเตือนลูกหลานในปัจจุบัน ดังนั้นโดยส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่คิดว่าการศึกษาประวัติศาสตร์จะเป็นการเสียหายตรงไหน หากเราจะศึกษาเพื่อให้เกิดข้อคิด จับประเด็น และนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพการณ์ของปัจจุบัน

ไม่ใช่ผู้นำประเทศที่จะสร้างภาพแห่งความสำเร็จให้ประเทศได้ แต่เป็นผู้อยู่ในประเทศนั้นๆทุกคนพร้อมใจกันพัฒนาต่างหาก
0

#8 User is offline   returner 

  • เซียนบอร์ด LV5
  • Group: Members
  • Posts: 2,173
  • Joined: 09-March 11

Posted 30 December 2011 - 20:43

สิ่งที่เห็น


มนุษย์มักอ้างความถูกต้อง เพื่อความต้องการของตนเอง

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และ มนุษย์ ขี่ กันอยู่

เมื่อมนุษย์สงบสุขและเจริญพูนสุขมากๆ มนุษย์จะหาเรื่อง เข้าตัว เพื่อต้องการอยู่เหนือผู้อื่น


ไปรุกรานเค้า เราเรียกว่า ขยายอำนาจ

ป้องกันบ้าน เราเรียกว่า รักษาชาติบ้านเมือง (ประเทศไหนๆ มันก็มุกนี้)



เอาเข้าจริงๆ มนุษย์ ไม่ได้ดีอย่างที่ว่ากัน ประวัติศาสตร์ของมนุษย์มีแต่ สะสมกำลังแล้วฆ่าอีกฝ่ายที่ไม่ใช่พวกตน เพื่อทรัพยากร และสิ่งมีค่า และกิเลศอำนาจ
ไม่ว่าประเทศไหนๆ (หรือแม้แต่เกมส์ที่เรากำลังเล่น)


อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา ฟ้าดิน ตั้งตนเหนือมนุษย์ พูดได้ทุกอย่าง



สรุปมนุษย์เรา "แหล" ไปเรื่อย
0

#9 User is offline   maith 

  • เริ่มโปร LV2
  • Group: Members
  • Posts: 144
  • Joined: 29-October 11

Posted 30 December 2011 - 22:30

View PostPong_Kung, on 30 December 2011 - 12:43, said:

"ต้นไม้ใหญ่จะต้านแรงช้างสานได้ ก็ด้วยรากที่หยั่งลึก" เครดิต โหมโรง

ผมเชื่อว่าการพัฒนาอะไรบางอย่างก็เหมือนกับการเล็งปืน คุณต้องมีจุดหมายในการเล็งและแน่นอนว่าคุณต้องมีมุม/องศาที่แม่น จึงจะไปถึงเป้าหมายได้ เฉกเช่นเดียวกัน การพัฒนาประเทศหากไม่รู้จักที่มาที่ไปของประเทศนั้นๆ ไม่รู้จักประวัติหรือธรรมชาติของประเทศนั้นๆ แม้จะรุดหน้าพัฒนาไปสักเพียงไรก็ไม่ต่างกับไม้หลักปักเลน นี่คือเหตุผลแรก(และเป็นเหตุผลอันสำคัญยิ่ง) ของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์

ในฐานะ นศ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเองยังเคยได้ยินอาจารย์บ่นให้ฟังอยู่เหมือนกันว่า อันที่จริงแล้วพ่อปรีดีชักนำประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเร็วเกินไป เพราะคนไทยยังมีความรู้ ความเข้าใจกับสิ่งนี้น้อยเหลือเกิน อีกทั้งธรรมชาติของประเทศไทยก็ยึดติดอยู่กับระบอบอุปถัมภ์ การนำประชาธิปไตยเข้ามาก็กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยที่เป็นแบบอุปถัมภ์ ซึ่งพบเห็นได้ดาษดื่นมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสมัครงาน(ที่ติดป้ายประกาศเฟ้นหาผู้มีคุณสมบัติครบไว้อย่างสวยหรู แต่ท้ายที่สุดก็รับเด็กเส้น) หรือเรื่องการเลือกตั้ง (ที่มีเงินเป็นปัจจัย)...คงไม่ต้องพูดมากว่าหมายถึงอะไร ฯลฯ

หากจะพูดถึงกระแสรักชาตินั้น ก็คงเป็นผลพวงที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็สร้างผลประโยชน์ในด้านการพัฒนาให้แก่ประเทศนั้นๆอยู่ไม่น้อย ซึ่งในที่นี้ผมใช้คำว่ารัก ไม่ใช่ คลั่ง เพราะประเทศใดก็ตามที่มีคนที่รักในชาติพันธุ์ของตนเยอะมักจะพัฒนาประเทศไปได้เร็ว เพราะคนในชาตินั้นๆจะไม่ยอมให้ชาติอื่นมาครอบงำได้ จนท้ายที่สุดก็ก้าวเดินไปถึงจุดหมายบนอุดมการณ์ของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นมีพื้นฐานของความมีระเบียบวินัยและความเป็นชาตินิยมสูงมาก แม้จะโดนระเบิดไป2แห่งในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ยังสามารถฟื้นตัวกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแถวหน้าของเอเชีย จีนเองก็ยึดมั่นในประวิติศาสตร์หลายพันปีของตน พื้นฐานสังคมจีนมีความขยันอดทนและอดออม จีนจึงกลายเป็นดั่งมังกรพงาด เป็นมหาอำนาจทางเศรฐกิจในโลกปัจจุบันได้ ส่วนประเทศที่เพิ่งเกิดได้ใหม่ 200 กว่าปีอย่างอเมริกา ก็มีพื้นฐานของเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลัก หลังจากปลดแอกจากอังกฤษ ก็ก้าวเดินไปในรูปแบบของชนชาติตัวเอง จนกลายเป็นประเทศที่ทรงพลังดั่งพญาอินทรีย์ อย่างที่เห็นๆกัน....

ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เราคงต้องหันมามองประเทศเราบ้าง ศึกษารากเหง้าของประเทศเราบ้าง จนให้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่เคยเกิดขึ้น ในมุมหนึ่งประวัติศาสตร์ก็อาจเป็นได้ดังสมุดบันทึกความผิดพลาดของคนในอดีตที่อยากจะฝากเตือนลูกหลานในปัจจุบัน ดังนั้นโดยส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่คิดว่าการศึกษาประวัติศาสตร์จะเป็นการเสียหายตรงไหน หากเราจะศึกษาเพื่อให้เกิดข้อคิด จับประเด็น และนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพการณ์ของปัจจุบัน

ไม่ใช่ผู้นำประเทศที่จะสร้างภาพแห่งความสำเร็จให้ประเทศได้ แต่เป็นผู้อยู่ในประเทศนั้นๆทุกคนพร้อมใจกันพัฒนาต่างหาก


เห็นด้วยครับ ถึงแม้ไม่มีใครจะตอบได้ว่าประวัติศาสต์มันเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ
แต่เราก็ควรรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศเราไว้บ้าง เพื่อไม่ให้อดีตกลับมาซ้ำรอยเดิม
รักประเทศไทยครับ :)

ปล. ขอบคุณ จขกท. ที่ช่วยให้รู้จักประวัติศาตร์เพิ่มขึ้น
Posted Image

Avantasia✰Draco

๐Baphomet๐
0

#10 User is offline   tuboscope 

  • เซียนบอร์ด LV1
  • Group: Members
  • Posts: 486
  • Joined: 09-March 11

Posted 31 December 2011 - 00:30

รักชาติแต่อย่าคลั่งชาติ

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้เข้าใจรากเหง้าความเป็นมา...

บางสิ่งอาจเจ็บปวด บางสิ่งอาจหอมหวาน แต่คนเรามักจะสนใจและจดใจแต่สิ่งที่หอมหวาน...
ความรักแผ่นดินย่อมเกิดในใจของผู้ใดก็ได้ที่หมายให้แผ่นดินนั้นกลบหน้าเพลาตาย
Family: Chimwan Faction: ๏๏มาร์ส๏๏ Server: Corona
0

Share this topic:


Page 1 of 1
  • You cannot start a new topic
  • You cannot reply to this topic